Author Archives: Terrence Horton

โรคแผลในกระเพาะอาหารรับมือได้ไม่ยากหากรู้ทัน

ปัจจุบันโรคแผลในกระเพาะอาหารเป็นโรคที่หลายคนต่างต้องเคยเผชิญกันมากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนเมืองส่วนใหญ่นั้นเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดโรคนี้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความเร่งรีบในการใช้ชีวิต หรือพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่กว่าจะรู้ตัวก็มีอาการปวดท้องที่เกิดจากแผลที่อยู่ในกระเพาะอาหารเสียแล้ว ดังนั้นสำหรับใครที่มีความกังวลเกี่ยวกับโรคนี้ เราไปดูกันดีกว่าว่ารายละเอียดของโรคและวิธีรับมือกับโรคนี้สามารถทำได้อย่างไรบ้าง

รู้จักกับโรคแผลในกระเพาะอาหาร

Peptic Ulcer Disease คือ โรคที่เกิดจากแผลที่อยู่บริเวณผนังเยื่อบุของกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กส่วนต้น และหลอดอาหารส่วนปลายที่ติดกับหูรูดของกระเพาะอาหาร อาการของโรคที่แสดงออกมาหลัก ๆ คือ อาการปวดหรือแสบท้องบริเวณเนื้อเยื่อที่มีแผลเกิดขึ้น หรืออาการแสบร้อนกลางอกบริเวณใต้ลิ้นปี่ ในผู้ป่วยที่มีอาการหนักอาจมีอาการถึงขั้นอาเจียนหรืออุจจาระเป็นเลือดเลยก็ได้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเบื้องต้นผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ มักรับประทานยาลดกรดเพื่อบรรเทาอาการดังกล่าวลง แต่อย่างไรก็ตามหากมีอาการไม่ดีขึ้นควรรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ช่วยรักษาให้ทันที เพราะหากปล่อยไว้อาการอาจรุนแรงหรืออาจเกิดโรคอื่นแทรกซ้อนเพิ่มขึ้นได้

โรคแผลในกระเพาะอาหารเกิดขึ้นได้จากสาเหตุใดบ้าง

             แผลที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นบริเวณกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร หรือลำไส้เล็กนั้น เกิดจากความไม่สมดุลกันระหว่างน้ำเมือก (Mucous) ที่เคลือบอยู่บริเวณผนังเยื่อบุต่าง ๆ กับกรดแก่ไฮโดรคลอริกที่ถูกสร้างขึ้นในกระเพาะอาหาร ซึ่งความไม่สมดุลนี้มีสาเหตุมาจากหลากหลายประการ ดังต่อไปนี้

1. การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา หรือการรับประทานอาหารที่ไม่ควรรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป เช่น อาหารหมักดอง อาหารรสจัด เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลม ชา กาแฟ เป็นต้น

             2. ความเครียดสะสม จะส่งผลให้ระบบประสาททำงานผิดพลาด ทำให้บางครั้งอาจส่งผลให้สมองสั่งให้สร้างน้ำกรดในกระเพาะอาหารมากเกินความจำเป็น

             3. เชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่า “เฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร (Helicobactor Pylori)” ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ที่บริเวณเยื่อบุผนังของกระเพาะอาหาร ที่มีผลอย่างยิ่งต่อการก่อให้เกิดการระคายเคืองและเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดแผลที่กระเพาะอาหารได้ในที่สุด และนอกจากนี้ยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้บางคนที่เป็นโรคนี้ไม่หายขาด คือมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นโรคนี้ซ้ำได้อีกที่เรียกว่าอาการเรื้อรัง

             4. การรับประทานยารักษาโรคบางชนิดเป็นระยะเวลานาน ยกตัวอย่างเช่น การใช้ยาแก้ปวดประเภทแอสไพริน หรือการใช้ยาจำพวกนาโปรเซน ไอบูโปรเฟน ยากลุ่มเอ็นเสดที่ใช้สำหรับรักษาอาการปวดหรือการอักเสบของผู้ที่มีอาการข้อเข่าเสื่อม ยารักษาโรคซึมเศร้า เช่น ไซตาโลแพรม ยาสเตียรอยด์ ยารักษาโรคกระดูกพรุน จำพวก ไรซีโรเนต หรือแม้แต่ยาที่ใช้สำหรับต้านการแข็งตัวของเลือดอย่างพวกวอร์ฟาริน หรือเฮพาริน เป็นต้น

             5. ปัจจัยหรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตอื่น ๆ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ และบุคคลต่อไปนี้ที่พบว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากกว่าคนอื่น ๆ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ผู้ที่มีประวัติแคลเซียมในเลือดสูง หรือมีสมาชิกในครอบครัวเคยเป็นโรคประเภทนี้มาก่อน เป็นต้น

แผลในกระเพาะอาหารรักษาให้หายได้ถ้ารู้จักวิธีการดูแลตัวเอง

อย่างไรก็ดีโรคแผลในกระเพาะอาหารนี้สามารถรักษาให้หายได้ไม่ยาก หากดูแลร่างกายตัวเองให้ดีมากเพียงพอ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสม ไม่ให้อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรค เช่น การรับประทานอาหารให้ตรงเวลา ไม่รับประทานอาหารที่มีรสจัดจ้านมากเกินไป และไม่รับประทานอาหารในปริมาณที่มากเกินควรต่อหนึ่งมื้อ และที่สำคัญควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียดมากที่สุด เพื่อเป็นการช่วยระบบย่อยของร่างกายให้สามารถทำงานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง ชา กาแฟ น้ำอัดลม ส่วนอาหารที่ควรรับประทานเสริมแนะนำให้เป็นพวกโยเกิร์ต เพราะมีแบคทีเรียที่มีส่วนช่วยในการลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคนี้ดังกล่าวไปแล้ว นอกจากนี้ควรพยายามไม่ให้ร่างกายมีความเครียดสะสมมากเกินไป โดยอาจหากิจกรรมใหม่ ๆ หรือวิธีที่จะช่วยผ่อนคลายตัวเองให้มีความเครียดลดน้อยลงทำดูบ้าง

ชอปปิงกับ Shopee ในแคมเปญใน  9.9 แคมเปญใหญ่เอาใจนักชอปแบบจัดหนักจัดเต็ม ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://shopee.co.th/m/99

ฟ้อนเล็บ งดงาม ประณีตตามแบบฉบับชาวเหนือ

ชาวเหนือ เป็นผู้ที่มีภาษาและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์มาก อย่างเช่น การอู้คำเมืองที่ไพเราะด้วยน้ำเสียงและการพูดที่เนิบช้าทำให้น่าฟังอย่างมาก และด้วยอุปนิสัยเช่นนี้ก็ส่งผลไปถึงวัฒนธรรมประเพณีต่างๆด้วยเช่นกัน อย่างเช่น การทานข้าวแบบขันโตกที่ค่อยๆปั้นข้าวเหนียวอย่างพอดี ทานแบบช้าๆหรือว่าจะเป็นการฟ้อนเล็บที่สวยงามประณีต และวันนี้เราจะมาพูดถึงการฟ้อนเล็บ ศิลปะการแสดงของคนไทยภาคเหนือกันว่าเป็นอย่างไรบ้าง

            ฟ้อนเล็บ เป็นการฟ้อนของคนภาคเหนือ คล้ายการฟ้อนเทียนแต่ว่าเวลารำไม่ต้องถือเทียนโดยคนที่ฟ้อนจะต้องสวมเล็บยาวโลหะทุกนิ้วเว้นนิ้วหัวแม่มือ และจะฟ้อนในตอนกลางวัน ใช้ผู้แสดงจำนวนมาก และมีรูปแบบการฟ้อนอยู่ 2 รูปแบบคือ แบบพื้นเมือง เรียกว่า ฟ้อนเมือง และแบบคุ้มเจ้าหลวง

ใช้วงดนตรีพื้นเมือง หรือวงปี่พาทย์ในการทำการแสดง ผู้แสดงแต่งกายตามแบบกุลสตรีชาวเหนือนุ่งซิ่น ถ้าเป็นแบบแผนของคุ้มเจ้าหลวงผู้แสดงต้องสวมกำไลเท้า การฟ้อนเล็บเป็นการฟ้อนบวงสรวงหรือฟ้อนต้อนรับตามประเพณีในช่วงเวลากลางวัน ใช้เวลาในการแสดงประมาณ 10 นาที (มีบทร้อง) 5-8 นาที (ไม่มีบทร้อง) ส่วนใหญ่จะแสดงในแบบฟ้อนเมืองมากที่สุด โดยแบบคุ้มเจ้าหลวงไม่ค่อยมีให้เห็น

 ฟ้อนเทียน ผู้ฟ้อนถือเทียนจุดไฟมือละเล่มทั้งสองมือ มักฟ้อนในเวลากลางคืน ใช้ผู้แสดงจำนวนมาก เพื่อเน้นแสงเทียนให้ดูสวยงาม ในอดีตเป็นการฟ้อนสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และพิธีสำคัญในคุ้มเจ้าหลวง รูปแบบการฟ้อนที่เป็นมาตรฐานสืบทอด อยู่ในเครือสถานศึกษาของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และกรมศิลปากร โดยเป็นแบบแผนที่ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ทรงให้ครูฟ้อนในคุ้มปรับปรุงรูปแบบและได้รับการปรับปรุงและถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ใช้วงดนตรีพื้นเมืองหรือวงปี่พาทย์ และบทร้องเป็นบทพระนิพนธ์ของพระราชชายา เจ้าดารารัศมีต่อมาภายหลัง นายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีไทยกรมศิลปากร และศิลปินแห่งชาติได้ประพันธ์ขึ้นใหม่ เริ่มจากบทเกริ่นทำนองโยนก ซอยิ้นและจ้อยเชียงแสน และในปัจจุบัน นิยมแสดงเพียงทำนองซอยิ้นเท่านั้น

จะเห็นได้ว่า ศิลปะการแสดงที่ได้รับการสืบทอดมากจากบรรพบุรุษ ในปัจจุบันนี้ก็ยังคงอยู่  และได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น เรียกได้ว่า ไม่มีวันหายไปอย่างแน่นอน เพราะเราเองก็ยังเห็นการแสดงฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียนนี้อยู่ตลอดเวลา และบางสถานศึกษาก็มีการจัดการเรียนการสอนอันเป็นการสืบสานวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่ต่อไป และที่สำคัญยังช่วยให้คนรุ่นใหม่ได้ภาคภูมิใจในวัฒนธรรมที่สวยงามของไทยอีกด้วย

ระบำตารีกีปัส ระบำสองวัฒนธรรมของภาคใต้

ระบำตารีกีปัส

ระบำตารีกีปัส หรือ หลายคนเรียกว่าระบำพัด เป็นระบำชองภาคใต้ที่มีจังหวะเร้าใจและมีการแต่งตัวที่สวยงาม หลายคนชื่นชอบการรำตารีกีปัส แต่ไม่แน่ใจว่า ระบำนี้มีประวัติความเป็นมาอย่างไร และเกิดขึ้นมาจากอะไร วันนี้เราจะมาพูดถึงการรำตารีกีปัสกัน รับรองเลยว่า คุณจะเข้าใจในเรื่องการรำตารีกีปัสมากยิ่งขึ้นแน่นอน และในปัจจุบันยังมีการรำกันอย่างแพร่หลาย ในบางครั้งนำไปใช้สอนในสถานศึกษาด้วยเพื่อเป็นการเผยแพร่ทางวัฒนธรรม

                ระบำตารีกีปัส เป็นการแสดงพื้นเมืองของชาวไทยมุสลิมในภาคใต้ของไทย คำว่าตารีกีปัสมาจากภาษามลายู โดยคำว่า ตารี มาจากคำว่า ตาเรียน ที่หมายถึงการฟ้อนรำ ส่วนกีปัส หรือออกเสียงว่า ฆีปัส คือ พัด เพราะฉะนั้น ตารีกีปัส จึงหมายถึงการรำที่ใช้พัดเป็นส่วนประกอบในการแสดง โดยการแสดงชุดนี้ได้รับการฟื้นฟูโดยคณะครูโรงเรียนยะหริ่ง อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เนื่องจากอาจารย์สุนทร ปิยะวสันต์ได้มีโอกาสเดินทางไปประเทศมาเลเซีย และได้เห็นการแสดงของมาเลเซียหลายชุดมากและอาจารย์เองก็ชื่นชอบการแสดงเหล่านี้ เมื่อเดินทางกลับมาได้มีโอกาสพูดคุยกับคนเฒ่าคนแก่และได้ทราบว่าที่ปัตตานีก็มีการแสดงที่คล้ายคลึงกับการแสดงที่มาเลเซียเช่นกัน จึงได้มองหาการแสดงพื้นเมืองที่มีความคล้ายคลึงกับมาเลเซีย และได้ทำการฟื้นฟู โดยเฉพาะการรำตารีกีปัส โดยเมื่อทำการฟื้นฟูและฝึกซ้อมอย่างดีแล้ว ได้นำชุดการแสดงตารีกีปัสไปแสดงครั้งแรกที่งานเลี้ยงเกษียณอายุข้าราชการครูโรงเรียนยะหริ่งและได้เปิดสอนกับประชาชนเป็นครั้งแรกให้กับคณะลูกเสือของจังหวัดปัตตานี และระบำตารีกีปัสเป็นที่รู้จักของคนไทยทั้งประเทศ เมื่อได้มีโอกาสไปแสดงเป็นชุดเปิดสนามงานกีฬาเขตแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 14 ของจังหวัดปัตตานี

            สำหรับรูปแบบและลักษณะการแสดง จะเป็นการระบำหมู่ มีการแสดงอยู่ 2 แบบ คือ การแสดงเป็นคู่แบบชายหญิง และการแสดงเป็นหมู่แบบใช้ผู้หญิงแสดงล้วน สำหรับเครื่องแต่งกายในการระบำตารีกีปัส คือ เสื้อในนางสีดำ ไม่มีแขน เข็มขัด สร้องคอ ผ้าสไบใช้คลุมไหล่มีจีบเป็นโบข้างหน้า ผ้านุ่งแบบโสร่งบาติกหรือผ้าซอแกะที่มีการสอดิ้นเงินดิ้นทองแบบมาเลเซีย ที่ตัดเย็บแบบหน้านาง ต่างหู และดอกซัมเป็งส่วนดนตรีหรือเพลงที่ใช้รำ คือ ใช้วงพื้นเมืองของภาคใต้ตอนล่าง เครื่องดนตรีจะมี ไวโอลิน รำมะนา ฆ้อง แมนโดลิน ขลุ่ย และมาลากัส โดยทำนองเพลงจะใช้ อินัง ตังลุง เป็นเพลงผสมผสานระหว่างมลายูกับจีนการรำตารีกีปัสจะใช้ในการแสดงงานรื่นเริง

            ทั้งหมดนี้คือ ความรู้เกี่ยวกับระบำตารีกีปัส ระบำทางภาคใต้ที่คนไทยคุ้นเคยและรู้จักกันดีซึ่งเป็นการผสมผสานของวัฒนธรรมระหว่างไทยและมาเลเซียอย่างลงตัว

รำมโนราห์ ศิลปวัฒนธรรมภาคใต้ ตราตรึงใจไปทั่วโลก

มโนราห์ หรือ มโนห์รา คำนี้เกิดขึ้นในสมัยอยุธยา เป็นการนำเอาเรื่องพระสุธน มโนราห์มาแสดงเป็นละครชาตรี ส่วนต้นกำเนิดของมโนราห์นั้นมาจากการร่ายรำของอินเดียก่อนสมัยศรีวิชัยและเริ่มมีมโนราห์ในสมัยสุโขทัยตอนต้น โดยการรำมโนราห์นี้คือ การร่ายรำของภาคใต้ที่เป็นศิลปวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมาช้านาน และยังคงมีการแสดงอยู่ในปัจจุบัน โดยวันนี้เราจะมาพูดถึงประวัติของโนราห์กัน

            สำหรับเครื่องแต่งกายของการรำมโนราห์ คือ เทริด เป็นเครื่องสวมศีรษะของนายโรงหรือตัวยืนเครื่อง เครื่องลูกปัดที่มีลูกปัดมีลายดอกดวงใช้สวมลำตัวท่อนบนแทนเสื้อ และยังมีปั้นเหน่ง ทับทรวงปีก สนับเพลาผ้าห้อยหน้า ผ้านุ่ง ผ้าห้อยข้าง รวมถึงกำไลต้นแขน ปลายแขนและเล็บ ทั้งหมดนี้คือเครื่องประดับของตัวยืนเครื่อง แต่ถ้าเป็นเครื่องนาง จะไม่มีกำไลและปีกนกแอ่น เครื่องดนตรีของการรำมโนราห์จะเป็นเครื่องตีให้จังหวะ ประกอบด้วยทับ มี 2 ใบ เป็นเครื่องตีหลักเพราะว่าเป็นตัวคุมจังหวะและเป็นตัวนำในการเปลี่ยนทำนองของผู้รำ และยังมีกลอง ปี่ โหม่ง ฆ้องคู่ ฉิ่ง  แตระ มาช่วยเสริมจังหวะ

            โดยการแสดงโนราห์จะมี 2 รูปแบบ คือ โนราที่ใช้รำประกอบพิธีกรรมและโนราที่รำเพื่อความบันเทิง โดยโนราที่ประกอบพิธีกรรมใช้ในการเชิญครูหรือบรรพบุรุษของโนรามายังโรงพิธีเพื่อไหว้ครูและรับของแก้บน รวมทั้งครอบเทริดให้กับโนรารุ่นใหม่ ส่วนโนราเพื่อความบันเทิง จะมีอยู่ 5 แบบคือ 1.การรำอวดความชำนาญ  คือ การผสมท่ารำเข้าด้วยกัน รำอย่างต่อเนื่อง ถูกต้องตามแบบฉบับ2.โนราแต่ละตัวจะต้องอวดการขับกลอนในรูปแบบต่างๆ เสียงต้องเพราะ จังหวะการร้องต้องเร้าใจ คิดกลอนได้เร็ว 3.การทำบท หรือการตีความหมายของบทร้องเป็นท่ารำต่างๆ ทำให้คำร้องและท่ารำมีความสัมพันธ์กัน4. โนราแต่ละตัวต้องฝึกท่ารำเฉพาะอย่างด้วย โดยอาจรำเฉพาะในพิธีไหว้ครู พอกผูกผ้าใหญ่หรือรำตอนประชันโรง และแบบสุดท้าย คือ การเล่นเป็นเรื่อง ปกติแล้วไม่ค่อยเล่นเท่าไร นอกจากมีเวลาเหลือ ไม่เน้นแต่งตัวแต่จะเน้นไปในทางตลกมากกว่า และยังคงเอกลักษณ์การขับกลอนแบบโนราห์อยู่นั่นเอง

            ทั้งหมดนี้ คือ ศิลปะการแสดงมโนราห์ อันเป็นเอกลักษณ์ของภาคใต้ที่มีมาช้านานแล้วและในปัจจุบันนี้ยังมีการแสดงให้เห็นอยู่ และแม้จะอยู่ในยุคสมัยใหม่แล้ว แต่การรำมโนราห์ยังคงความเข้มขลังและสืบต่อวัฒนธรรมตามขั้นตอนทุกอย่าง และยังมีการผลิตโนราห์รุ่นใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อสืบต่อวัฒนธรรมและการแสดงต่อไป